PUBG ระบบล็อคโซนเลือกเซิร์ฟฯให้เองดีจริงหรือ..?

หลายปีมานี้วงการเกมออนไลน์ประสบกับปัญหา localization ในแง่ของธุรกิจการทำสัญญาระหว่างผู้พัฒนาเกมกับผู้จัดจำหน่าย และในบางประเทศมีอุปสรรคเรื่องของกฎหมายที่จำกัดทำให้เกิดระบบที่เรียกว่า “region lock” เพื่อประโยชน์ต่อผู้เล่น แต่สำหรับเกม PlayerUnknown’s Battlegrounds ระบบล็อคโซนเกิดขึ้นจากเสียงเรียกร้องของผู้เล่นส่วนใหญ่ท่ามกลางปัญหา “โปรแกรมช่วยเล่น” ถึงแม้จะไม่ได้ผลแบบร้อยเปอร์เซ็น แต่ยังส่งผลดีต่อประสบการณ์การเล่นเกมได้ราบรื่นมากขึ้น

การอัปเดตครั้งสำคัญเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ระบบล็อคโซนถูกนำเข้ามาพร้อมระบบจัดอันดับ ผู้เล่นจะไม่สามารถเลือกโซนที่ต้องการเล่นได้อีกต่อไป ข้อดีคือ ผู้เล่นจะอยู่ในโซนพื้นที่ของตัวเองอิงที่มาตามภูมิภาคนั้นไม่สามารถเล่นข้ามโซนได้ อย่างไรก็ตามยังมีข้อเสียที่กลายเป็นปัญหาแก่ผู้เล่นบางรายไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่ เนื่องจากตัวระบบเลือกเซิร์ฟเวอร์ให้เองอัตโนมัติบางครั้งสุ่มเซิร์ฟฯอะไรมาก็ไม่ทราบ Ping สูงจนเล่นแทบไม่ได้ รวมถึงยังมีผู้ใช้โปรโกงหลุดรอดเข้ามาให้เห็นอยู่เรื่อยๆ เสียงบ่นเริ่มดังขึ้นจากชุมชนเกม Steam

ซึ่งจุดประสงค์ของการล็อคโซนคาดว่าผู้พัฒนา PUBG Corp ต้องการมอบประสบการณ์การเล่นที่ดีขึ้นในด้านการลดปัญหาค่า Ping มากกว่าที่ผู้เล่นส่วนใหญ่คาดหวังว่ามันจะช่วยสร้างกำแพงกั้นระหว่างโซนตะวันตกและเอเชียเพื่อลดจำนวนแฮกเกอร์ภายในเกม และเมื่อเอ่ยถึงปัญหาดังกล่าวเกมเมอร์จีนมักต้องรับตราบาปนี้ไปเพราะยืนยันจากปากผู้สร้าง PUBG เองว่า “99% ของการแบนผู้ใช้โปรแกรมโกงมาจากประเทศจีน” บางคนมองว่าเมื่อแก้ปัญหาโปรฯโกงไม่ได้ระบบล็อคโซนก็ไร้ประโยชน์

การรับฟังให้ความสำคัญกับข้อเสนอแนะเป็นแรงผลักดันให้ผู้พัฒนาเกมสามารถหาทางออกได้ง่ายขึ้น ทว่าเกม PUBG มีฐานผู้เล่นทั่วโลกมากกว่า 400 ล้านคน หลากหลายความเห็นจากผู้เล่นจึงมีทั้งที่ถูกใจและไม่พอใจเป็นเรื่องธรรมดา ระบบล็อคโซนจึงเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงจากผู้เล่นที่ได้รับผลกระทบเพียงส่วนน้อยหรือในอนาคตอาจเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามทุกวันนี้มีบัญชีผู้เล่นราว 8 แสนคนถูกแบนเป็นประจำทุกเดือน เห็นได้ชัดว่า PUBG Corp ยังคอยสอดส่องดูแลความสงบเรียบร้อยภายในเกมเท่าที่จะทำได้

อ่านข่าวเกม PUBG คลิกที่นี่

ข่าวเกมส์ออนไลน์ - GameMonday

×
ad-44