ถ้าพูดถึงเกมแนว Soulslike หลายคนคงนึกถึงความยากที่ชวนหัวร้อน บอสที่ตบเราตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าเล่นกับเส้นประสาท และระบบการเล่นที่มือใหม่ต้องร้องขอชีวิต แต่ในความโหดพวกนั้นแหละ คือเสน่ห์ที่ทำให้เกมแนวนี้มีแฟนเหนียวแน่นสุดๆ เพราะทุกชัยชนะที่ได้มามันแลกด้วยฝีมือล้วนๆ
และในปี 2025 บอกเลยว่าสาย Soulslike มีของใหม่ให้จับตาเพียบ ไม่ว่าจะเป็นภาคต่อที่แฟนๆ รอกันมานาน เกมหน้าใหม่จากทีมอินดี้ ไปจนถึงงานระดับ AAA ที่คุณภาพไม่แพ้ค่ายใหญ่ก็มีให้เห็น บทความนี้เลยขอพาไปไล่ดู 7 เกม Soulslike แห่งปี 2025 ที่บอกได้คำเดียวว่า ถ้าชอบความท้าทาย ชอบบรรยากาศชวนหัวร้อน และไม่กลัวตาย เกมพวกนี้คือรายชื่อที่ควรค่าแก่การเล่นถ้ายังไม่ได้ลอง
สารบัญ
Soulslike คืออะไร?
มันคือที่แตกออกมาจากเกมแนว Action RPG ที่ได้รับอิทธิพลมาจากซีรีส์ชื่อดังอย่าง Dark Souls จุดเด่นคือระบบ Gameplay ที่ต้องเรียนการต่อสู้ของบอสแต่ละตัวที่แตกต่างกัน ดังนั้นเกมแนวนี้ไม่ได้ต้องการแค่คนนิ้วไว แต่ต้องการคนที่มีสมาธิและการตัดสินใจที่ดีในการออกท่าทางต่างๆ
เอกลักษณ์ที่ชาว Soulslike ต้องเจอ
- Stamina Management: จะกดฟันรัวๆ แบบเกม Hack and Slash ทั่วไปไม่ได้! ทุกการ Action ไม่ว่าจะกลิ้ง หลบ หรือโจมตี ต้องคำนวณค่า Stamina ให้ดี ถ้าหมดกลางคันคือตายอย่างเดียว
- Pattern Recognition: บอสในเกมแนวนี้มักจะโหดแบบไร้ทางสู้ในตอนแรก แต่พอเราตายบ่อยๆ เราจะเริ่มจับ Pattern ได้เองว่าจังหวะไหนควรหลบ จังหวะไหนควรโจมตีสวนกลับ
- Environmental Storytelling: เกมมักจะไม่บอกเนื้อเรื่องเราตรงๆ แต่จะซ่อนไว้ตามไอเทม หรือฉากต่างๆ ให้เราไปปะติดปะต่อเอาเอง ซึ่งมันเท่มาก!
- Checkpoints : จุดเซฟที่เป็นทั้งสวรรค์และนรก เพราะถ้าเรา Update ตัวเองที่จุดนี้ ศัตรูในฉากทั้งหมดจะเกิดใหม่ทันที
1. Hollow Knight: Silksong

ภาคต่อที่แฟนๆ รอกันจนแทบลืมหายใจ รอบนี้เราไม่ได้เล่นเป็นเจ้าหนอนตัวเดิม แต่สลับมาคุม Hornet แทน ซึ่งบอกเลยว่าฟีลการเล่นเปลี่ยนไปเยอะมาก เกมไวขึ้น คล่องขึ้น กระโดด โหน ฟาด ทุกอย่างดูรวดเร็วกว่าเดิมเหมือน Soulslike เวอร์ชันสาย Action Combat
โลกใหม่อย่าง Pharloom ก็ไม่ได้มาเล่นๆ เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยศรัทธาและเสียงดนตรี แถมศัตรูใหม่ๆ โผล่มาเป็นร้อย ระบบคราฟต์ก็ลึกและมีรายละเอียดเยอะขึ้น ต้องออกหาวัตถุดิบมาสร้างอาวุธกับดักเอง ใครชอบงานภาพวาดมือสวยๆ แต่เล่นแล้วหัวร้อน ภาคนี้ยังโหดเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า
2. First Berserker: Khazan

เกมนี้เหมาะกับคนที่ชอบคำว่า “ฟาดไม่ยั้ง” แบบไม่ต้องคิดเยอะ แต่ถ้าพลาดก็ถึงกับตายแน่นอน เกมนี้เรารับบทเป็น Khazan แม่ทัพผู้ถูกเนรเทศจากจักรวาล Dungeon & Fighter แล้วต้องกลับมาทวงทุกอย่างคืนด้วยความแค้น
งานภาพสไตล์อนิเมะ Cel-shaded คือเท่มาก แต่พอเลือดกระจายเท่านั้นแหละ อารมณ์เปลี่ยนทันที ระบบต่อสู้เน้นจับจังหวะ ปัดป้อง แล้วสวนกลับแรงๆ เกมเดินเรื่องราวเป็นเส้นตรง เน้นลุยบอสทีละด่าน บริหาร Stamina พลาดนิดเดียวคือโดนชุดใหญ่ลงไปนอนกอง ใครชอบ Souls แบบดิบ เถื่อน หนักมือ เกมนี้ตอบโจทย์สุด
3. Phantom Blade Zero

นี่คือหนึ่งในเกมที่ทำให้หลายคนต้องอึ้ง เพราะมันพิสูจน์ชัดๆ ว่าเกมจากทีมพัฒนาประเทศจีนยุคนี้ไม่ธรรมดาเลย สไตล์ที่เขาเรียกว่า “Kungfupunk” คือเอาวรยุทธจีนมาผสมกับ Dark Fantasy แบบจัดเต็ม และ ลงตัวเป็นการผสมผสานที่แปลกแต่น่าสนใจ
ระบบต่อสู้เร็วแบบหนัง Action ฮ่องกง ฟัน ปัด หลบ ทุกอย่างดูเหมือนดูหนัง แต่ทีมงานยืนยันว่าไม่ได้เล่นยากเกินไปเพื่อให้เข้าถึงได้ง่าย มีระบบช่วยให้กดท่าหล่อเท่ไว้โชว์ได้ง่ายขึ้น แต่ยังต้องอ่านทางศัตรูให้ขาดอยู่ดี ฉากมีความซับซ้อน ทางลับเพียบ บอสก็มีขนาดที่ใหญ่ดีไซน์หลอน ใครอยากได้ Soulslike ที่เน้นความมันส์และงานภาพระดับ AAA ตัวนี้คือของจริง
4. Ballad of Antara

ถ้าอยากได้ Soulslike ที่เล่นกับเพื่อนได้ หรืออยากลองอะไรใหม่ๆ เกมนี้น่าสนใจมาก เพราะมาในรูปแบบ Free-to-Play และให้เราเล่นผ่านตัวละครหลายตัวที่เรียกว่า Emissaries
แต่ละตัวมีคลาสและสกิลไม่เหมือนกัน สามารถสลับตัวละครแก้ทางศัตรูหรือบอสได้ตลอด ตัวโลกแบ่งเป็นโลกปกติกับโลกที่พังพินาศที่เรียกว่า “Para” ต้องข้ามไปข้ามมาแก้ปริศนา แม้จะเป็นเกมฟรี แต่งานภาพและการออกแบบโลกทำมาดีเกินคาด แถมทีมงานยังบอกว่าจะอัปเดตตัวละครและเนื้อหาใหม่เรื่อยๆ หลังเปิดตัวด้วย ใครชอบแนวนี้ควรจับตาไว้เลย โหลดมาเล่นฟรีก็ไม่เสียหาย
5. Wuchang: Fallen Feathers

เกมนี้คือ Soulslike ที่มีกลิ่นของเกม Bloodborne ชัดมาก แต่แค่ย้ายมาอยู่ในธีมยุคราชวงศ์หมิง เราเล่นเป็นนักรบสาวที่ความจำเสื่อม แถมโดนคำสาปขนนกปริศนาและโลกนี้ในเกมก็เต็มไปด้วยโรคระบาด สงคราม และบรรยากาศหลอนๆ แบบสไตล์ Dark Fantasy จีนโบราณ
การต่อสู้เน้นบุกเร็ว ใช้พลังคำสาปและระบบธาตุเข้ามาผสม ต้องดูให้ดีว่าศัตรูแพ้อะไรจะช่วยให้ง่ายในการต่อสู้ยิ่งขึ้น การอัปเกรดอาวุธกับสกิลยังส่งผลต่อฉากจบ ใครเป็นสายเนื้อเรื่องย้อนยุคมีกลิ่นอายความแฟนตาซี ชอบเกมโหดแต่มีอะไรให้คิด Wuchang คืออีกชื่อที่ควรทดลองเล่น
6. Elden Ring: Nightreign

สำหรับ Elden Ring: Nightreign เกมนี้ไม่ใช่ภาคต่อ แต่เป็นภาคแยกแนว Action Roguelike เน้น Co-op สูงสุด 3 คน เล่นเป็นรอบในแผนที่ Limveld ต้องเอาชีวิตรอดให้ครบ 3 วัน ฟาร์ม อัปเกรด และลุยบอส ก่อนปิดจบด้วย Nightlord คืนสุดท้าย ใครชอบความท้าทายแบบจบเป็นรอบๆ ไม่กินเวลาเล่นเยอะ และสามารถเล่นกับเพื่อนได้ด้วย
ภายในเกมตัวละครไม่ให้ปั้นเอง แต่เลือกจาก 8 ฮีโร่ของ “Nightfarers” ที่มีสกิลเฉพาะตัวซึ่งแต่ละตัวจะมี Passive Skill และท่า Ultimate เฉพาะตัวที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่น Wylder ที่ถนัดการใช้ตะขอเกี่ยว หรือ Ironeye นักธนูสายแม่นยำ ทำให้การเล่นแบบทีมต้องมีการวางแผนและช่วยให้เราเล่นง่ายยิ่งขึ้น
7. Bleak Faith: Forsaken

ปิดท้ายด้วยเกมที่มีโลกขนาดที่ใหญ่จนทำให้เรารู้สึกตัวเล็กไปเลยกับ Bleak Faith โดดเด่นด้วยโลกที่ถูกเรียกว่า The Omnistructure ที่มีกลิ่นอายของความเป็น Sci-fi ที่ดูแปลกแต่ก็ลงตัว ด้วยระบบสำรวจของเกมนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ท่ามกลางโลกที่มีสิ่งของที่ดูอลังการอยู่ตลอดเวลา
และในเวอร์ชันคอนโซลปี 2025 ทีมงานปรับการควบคุม แก้บั๊ก และเพิ่มระบบ Stealth ให้ใช้งานได้ง่ายมากขึ้น แต่จุดเด่นคือระบบปีนศัตรูที่คล้าย Shadow of the Colossus เพื่อไปฟันจุดอ่อนทำออกมาได้เท่ และการปรับแต่งตัวละครได้อิสระ ใครอยากลอง Soulslike สเกลใหญ่ ดีไซน์ไม่เหมือนใคร ก็ต้องเกมนี่แหละ
เพิ่มเติมสำหรับเกมเมอร์
- Hollow Knight: Silksong ถือเป็นข่าวดีที่สุดของปี เพราะลงให้ครบทุกเครื่อง แถมใครมี Xbox Game Pass ก็กดมาเล่นได้ทันทีตั้งแต่วันแรกที่ Update ลงระบบ
- Phantom Blade Zero แม้จะโชว์ความเทพในปีนี้ แต่ดูเหมือนเราต้องรอตัวเกมเต็มไปจนถึงช่วงปลายปีหน้าเลยทีเดียว ใครเล็งไว้ต้องใจเย็นนิดนึง
- สายมือถือเตรียมตัวให้พร้อม เพราะ Ballad of Antara จะเป็นเกมแนว Souls กราฟิกโหดที่ลงให้ทั้ง iOS และ Android ด้วย แต่อาจจะต้องเช็กสเปกเครื่องกันหนักหน่อยนะ
